วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

ครั้งที่ 9


บันทึกการเรียนครั้งที่ 9

                                                                                                    วันอังคาร ที่ 31 ธันวาคม 2556

* เทศกาลวันขึ้นปีใหม่ *



ครั้งที่ 8


บันทึกการเรียนครั้งที่ 8

                                                                                                              วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม 2556


* ไม่มีการเรียนการสอน  เนื่องจากอยู่ในช่วงสอบกลางภาค *

ครั้งที่ 7


บันทึกการเรียนครั้งที่ 7

                                                                                                          วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม 2556

 *วันนี้เป็นวันกีฬาสีของมหาวิทยาลัย อาจารย์ให้เข้าร่วมกิจกรรมกีฬา

ครั้งที่6

บันทึกการเรียนครั้งที่ 6

                                                                                                            วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม 2556

  * เป็นวันหยุดราชการ  เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ

10 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญ
                     นรัฐธรรมนูญ เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี

ความหมายของรัฐธรรมนูญ

          รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองประเทศ

          วันรัฐธรรมนูญ ตรงกับ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย


 ประวัติความเป็นมา

          การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การปกครองของชาติไทย เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ


 สาเหตุที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  

            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย

            หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผลอันนี้ได้กระทบมาถึงไทยด้วย พระองค์ได้แก้ไขเศรษฐกิจโดยปลดข้าราชการออก ยังความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการ

            อิทธิพลจากตะวันตกเกี่ยวกับอุดมการทางการเมือง ทำให้กลุ่มคนหนุ่มต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

            รัฐบาลได้ออกกฏหมายเก็บภาษี อาทิ ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน จากราษฎร 

           จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการทหาร และราษฎรทั่วไปจึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยการปฏิวัติ มีคณะผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ซึ่งประกอบด้วยพันเอก พระยาพหลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเด และพันเอกพระฤทธิอาคเนย์ เป็นผู้บริหารประเทศ

          วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเรียกว่า "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว" สาระสำคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้แก่ การที่กำหนดว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลาย การใช้อำนาจสูงสุดก็ให้มีบุคคลคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรดังนี้ คือ

            พระมหากษัตริย์ 
           
            สภาผู้แทนราษฎร 
           
            คณะกรรมการราษฎร 
           
            ศาล

          ลักษณะการปกครองแม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยแต่ก็ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราชวงศ์ การปฏิบัติราชการต่างๆ จะต้องมีกรรมการราษฎรผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้

ครั้งที่ 5

บันทึกการเรียนครั้งที่ 5

วันอังคาร ที่  3 ธันวาคม 2556

     วันนี้อาจารย์เปิด PowerPoint เนื้อหาการสอนไม่ได้อาจารย์เลยให้เคลียงานที่ค้างอยู่

 ความรู้เพิ่มเติม

เด็กออทิสติก

               ออทิสติกเป็นปัญหาของการเสียพัฒนาการในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านภาษา พัฒนาการอารมณ์ และพฤติกรรมที่เหมาะสมกับวัย จัดว่าเป็นการเสียพัฒนาการที่รุนแรง สามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ปี

              เด็กออทิสติกจะเป็นลักษณะของการเล่นอยู่ในโลกของตัวเอง เด็กอาจจะชอบทำอะไรซ้ำๆ ชอบสังเกตหรือดูอะไรที่เป็นลักษณะการทำงานซ้ำๆ เช่น พัดลม หรือมีความสนใจเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถ ต้นไม้ หรือว่าสิ่งอื่นๆ รอบตัว ซึ่งอาจจะต่างกันไปในเด็กบางคน นอกจากนั้นในเรื่องการเคลื่อนไหวก็อาจจะมีวิธีการเดินเฉพาะตัวของเด็ก ซึ่งก็แตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคนเช่นกัน เช่น การเดินเขย่ง เป็นต้น


ข้อสังเกตลูกน้อยออทิสติก
- ดูดนมได้ไม่ดี
- เงียบเฉยเกินไป และไม่สบตา
- ไม่สนใจให้ใครกอดรัด ไม่ชอบให้ใครมายุ่ง
- ไม่ลอกเลียนแบบ ชี้นิ้วไม่เป็น
- ไม่สนใจใคร แต่บางรายอาจติดคนมากจนผิดปกติ
- ท่าทางเฉยเมย ไร้อารมณ์เมื่อถูกชักชวนให้เล่น หน้าจะเรียบเฉยมากหากสังเกตดูดีๆ จะมี     แววเศร้า
- ไม่แสดงท่าทางหรือส่งเสียงเรียก ไม่ส่งเสียงไม่อ้อแอ้
   พ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูสังเกตได้ว่าลูกไม่เหมือนเด็กอื่น
- ไม่สนองตอบด้านอารมณ์ ไม่แสดงอาการดีใจให้เห็นหรือทักทายคนที่เด็กชอบ หรือหาก     แสดงก็มากเกินไป
-ผูกพันกับสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำๆ ถ้าดึงออกจะกรีดร้องอยู่นาน

              เด็กสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder - ADHD)
ผลการสำรวจจาก WHO (World Health Organization) เมื่อปี 2006 พบว่าเด็กร้อยละ 5.9 เป็นโรคสมาธิสั้น ถือเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันว่าเกิดจากสาเหตุใดแน่ชัด อาจเกิดจากได้รับสารพิษบางประเภท เช่น สารตะกั่ว หรือกรรมพันธุ์จากพ่อแม่ที่มีอาการสมาธิบกพร่อง ลูกก็อาจมีปัญหาเดียวกัน หรืออาจเกิดจากการทำงานของสมองส่วนหน้า (frontal lobe) ซึ่งทำหน้าที่คัดกรองสิ่งเร้า ทำหน้าที่บกพร่อง ทำให้เด็กหันไปสนใจสิ่งเร้าที่ไม่เหมาะสมแทนที่จะสนใจสิ่งเร้าที่สำคัญ โดยสารสื่อประสาท (neurotransmitter) บางอย่างมีลักษณะไม่สมดุล สมองจึงทำหน้าที่ไม่ได้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเด็กด้อยปัญญา ตรงกันข้ามเด็กกลุ่มนี้ค่อนข้างจะมีสติปัญญาดีด้วยซ้ำ สามารถแบ่งตามอาการแสดงออก คือ

           สมาธิสั้น – ขาดความสามารถในการจดจ่อเพื่อรับสิ่งเร้าใดสิ่งเร้าหนึ่งให้นานพอที่จะเรียนรู้ได้ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราจดจ่ออยู่กับสิ่งใด สมองจะมีความสามารถพิเศษที่จะตัดสิ่งเร้าไม่พึงประสงค์ออกไปได้ และจะรับเฉพาะเรื่องที่สนใจเพียงเรื่องเดียว
       - ละเลยในรายละเอียด หรือทำผิดด้วยความเลินเล่อในการทำงาน การเรียน หรือการทำกิจกรรมอื่นๆ
       -ไม่มีสมาธิในการทำงานหรือการเล่น
       - ดูเหมือนไม่ฟังเวลาพูดด้วย
       - ทำตามคำแนะนำไม่จบ หรือทำกิจกรรมไม่เสร็จ
       - มีความลำบากในการจัดระเบียบงานหรือกิจกรรม
       - หลีกเลี่ยงหรือไม่ชอบกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ
       - ทำของหายบ่อยๆ
            ซนมาก– เด็กสมาธิสั้นจะซนกว่าเด็กปกติอย่างเห็นได้ชัด และจะซนเรื่องเดิมได้ไม่นาน มีความเร็วสูง (hyperactive) จึงมักจะมีของแถมเป็นบาดแผลติดตัวอยู่บ่อยๆ ไม่สามารถยับยั้งและควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ อย่างเช่น มักวิ่งชนโต๊ะ แม้จะอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยหรือเจอผู้ใหญ่ที่ไม่คุ้นหน้า เขาก็ยังซนเหมือนเดิม ในขณะที่เด็กทั่วไปจะระวังตัวหรือเกร็งๆ อยู่บ้าง
         - บิดมือหรือเท้า หรือนั่งบิดไปมา
         - ลุกจากที่ในห้องเรียนหรือที่อื่นที่ต้องนั่ง
         - วิ่งไปมา ปีนป่ายในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม
         - ไม่สามารถเล่นแบบเงียบๆ ได้
         - เคลื่อนไหวตลอดเวลา คล้ายขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์
         - พูดมากเกินไป

          หุนหันพลันแล่น  - ทันทีที่มีอะไรเกิดขึ้นในใจ เขาจะโต้ตอบฉับพลัน ไม่รู้จักรอคอย ไม่รู้จักกาละเทศะ หรือโมโหเพื่อนเมื่อไรก็ใช้กำลังตอบโต้ทันทีเช่น ครูถามว่า "ใครรู้คำตอบบ้างยกมือขึ้น" เด็กปกติจะยกมือ แต่ถ้าเด็กสมาธิสั้นรู้ เขาจะลัดคิวตอบเลย

         - ผลีผลามตอบก่อนจะถามจบ
         - ไม่สามารถรอคอยในแถว
         - พูดแทรกหรือก้าวก่ายเรื่องของคนอื่น

           อาการสมาธิสั้นที่ไม่ได้รับการรักษา จะกลายเป็นปัญหาในตอนโตต่อเนื่อง การเรียนตกต่ำ ใจร้อน ชอบชกต่อย ติดเกม ติดบุหรี่หรือยาเสพติด กลายเป็นคนที่สังคมไม่ยอมรับ เกเรและซึมเศร้าได้ โดยกุมารแพทย์ทุกคนสามารถวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นได้ ถ้าพบว่าเป็นจึงจะส่งต่อไปรักษา และมีรายงานว่า 1 ใน 3 สามารถหายเป็นปกติ อีก 1 ใน 3 พอโตแล้วก็ยังมีอาการอยู่ ส่วนอีก 1 ใน 3 ยังคงมีอาการอยู่ แต่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้

        เด็กสมาธิสั้นจะถูกดึงจากสิ่งเร้ารอบตัวได้ง่าย เพราะฉะนั้นโต๊ะ เก้าอี้ สำหรับทำการบ้าน อ่านหนังสือ ควรจัดให้เป็นสัดส่วน ลดสิ่งรบกวนให้น้อย ปรับสิ่งแวดล้อมให้เด็กอยู่ได้อย่างปลอดภัย ลดสิ่งกีดขวางในบ้านให้น้อยลง นอกจากนั้นพาลูกไปสวนสาธารณะ ให้เขาได้ออกกำลังเพื่อปลดปล่อยพลังงานที่มันเหลือเฟือ พอเหนื่อยมากๆ อาการสมาธิสั้นก็จะดีขึ้น

สังเกตพฤติกรรมลูกสมาธิสั้น
                - ไม่สามารถอยู่นิ่งได้
                - ไม่นั่งอยู่กับที่ขณะรับประทานอาหาร
                - เล่นของเล่นอย่างหนึ่ง ประเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่น
                - ไม่สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ
                - เล่นเสียงดังกว่าเด็กอื่นๆ
                - พูดมาก พูดไม่หยุด พูดขัดจังหวะคนอื่นๆ
                - ไม่ชอบแบ่งปัน ไม่อดทนรอเวลาเข้าแถวหรือเวลาเล่นของเล่นที่ต้องแบ่งกัน                       เล่น
               - ชอบแย่งของจากผู้อื่น โดยไม่สนใจความรู้สึกของผู้ถูกแย่ง
               - ประพฤติตัวไม่เหมาะสมอยู่เป็นประจำ
              - ครูผู้ดูแลบ่นว่ามีปัญหาทางพฤติกรรม

ครั้งที่4

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4

วันอังคาร ที่ 26 พฤศจิกายน 2556

  อาจารย์อธิบายเนื้อหาต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว

6. เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
-เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆไม่ได้ (กลุ่มนี้น่ากลัว)
-เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมของตยเองไม่ได้
-ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
แบ่งได้ 2 ประเภท
-เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์
-เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้
 
   เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้มักมีพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดคือ
-วิตกกังวล
-หนีสังคม
-ก้าวร้าว

การจะวัดว่าเด็กมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบดังนี้
-สภาพแวดล้อม
-ความคิดเห็นของแต่ละบุคคล

  ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
-ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
-รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
-มีความคับข้องใจและมีความเก็บกดอารมณ์
-แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย
-มีความหวาดกลัว

    เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
-เด็กสมาธิสั้น
-เด็กออทิสติก

   เด็กสมาธิสั้น
-เรียกย่อๆว่า ADHD
-เด็กที่ซนอยู่ไม่นิ่ง ซนมากผิดปกติ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
-เด็กบางคนมีปัยหาเรื่องสมาธิบกพร่อง อาการหุนหันพลันแล่นขาดความยับยั้งชั่งใจ เด็กหเล่านี้ทางการแพทย์จะเรียกว่า AttenrionDeficit Disorders (ADD)

    ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
-อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน
-ยังติดขวดนม หรือตุ้กตา และของใช้ในวัยทารก
-ดูดน้ำ กัดเล็บ
-หงอยเหงาเศร้าซึม การหนีสังคม
-เรียกร้องความสนใจ
-อารมณ์หวั่นไหวง่ายตาอสิ่งเร้า
-ขี้อิจฉาริษยา
-ฝันกลางวัน
-พูดเพ้อเจ้อ

7.เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ * เหมือนเด็กปกติทุกอย่างไม่บกพร่องเลย
-เรียกย่อๆว่า L.D (Learning Disability)
-เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
-เด็กที่มีปัญหาทางการใช้ภาษา หรือการพูด การเขียน
-ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหา เพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการหรือความบกพร่องทางร่างกาย
 
  ลักษณะของเด้กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
-มีปัญหาในทักษะคณิตศาสตร์
-ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้
-มีปัญหาด้านการอ่านเขียน
-ไม่รู้จักซ้ายขวา
-ซุ่มซ่าม
-รับลูกบอลไม่ได้
-ติดกระดุมไม่ได้
-เอาแต่ใจตนเอง

8. เด็กออทิสติก ( Autistic) *รับมือยากมากรุนแรงสุดๆ
-หรือออทิซึ่ง ( Autism)
-เด็กที่มีความบกพร่องอย่างรุนแรงในการสื่อความหมาย พฤติกรรมสังคมและความสามารถทางสติปัญญาในการรับรู้
-เด็กออทิสติกแต่ละคยจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
-ติดตัวเล็กไปตลอดชีวิต
 -- ทักษะทางภาษา ต่ำ
 -- ทักษะทางสังคม ต่ำ
 -- ทักษะการเคลื่อนไหว สูง
 -- ทักษะการรับรู้เกี่ยวกับรูปทรง ขนาดพื้นที่ สูง

   ลักษณะเด็กออทิสติก *โลกส่วนตัวสูงมาก
-อยู่ในโลกของตนเอง
-ไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ใครปลอบใจ
-ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
-ต่อต้าน หรือแสดงกิริยา อารมณ์รุนแรงและไร้เหตุผล
-มีท่าทางเหมือนคนหูหนวก
-ใช้วิธีการสัมผัสและเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยวิธีที่ต่างจากคนทั่วไป

9.เด็กพิการซ้อน
-เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่างเป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
-เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
-เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
-เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด

 ** แล้วอาจารย์ก็ได้ให้ดู VDO ห้องเรียนแรกของเด็กพิเศษพร้อมสรุปเป็นมายแม็ปส่งในคาบ

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3 
วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2556


 -ในสัปดาห์นี้อาจารย์ได้สอนเนื้อหาต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว 
    เรื่อง เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ และ เรื่องเด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด และ ภาษา

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ (Children with Physical and Health  Impairments) มีดังนี้ คือ
    - เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
    - อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
    - มีปัญหาทางระบบประสาท
    - มีความลำบากในการเคลื่อนไหว

  เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และสุขภาพ  จำแนกได้เป็น 2 ประเภท  
    1.อาการบกพร่องทางร่างกาย
    2.ความบกพร่องทางสุขภาพ

    1.อาการบกพร่องทางร่างกาย 
         เด็กซีพี (Cerebral Palsy) 
    - เป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือ เป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
    - การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพีมีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่างๆของสมองแตกต่างกัน 

อาการของโรค
-อัมพาตเกร็งแขนขา หรือ ครึ่งซีก (Spastic)
-อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Athetoid)
-อัมพาตสูญเสียการทรงตัว (Ataxia)
-อัมพาตตึงแข็ง (Rigid)
-อัมพาตแบบผสม (Mixed)

กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy)
-เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อ ส่วนนั้นๆ เสื่อมสลายตัว
-เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้  นอนอยู่กับที่ 
-จะมีความพิการซ้อนในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม

โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ  (Orthopedic)
   คือ ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot)กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อน เนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด (Spina Bifida)
-ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่นวัณโรค กระดูก  หลังโกง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนองเศษกระดูกผุ
-กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ

โปลิโอ (Poliomyelitis)
    คือ มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา
- ยืนไม่ได้ หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสริม
- แขนขาด้วนแต่กำเนิด ( Limb Deficiency)

โรคกระดูกอ่อน ( Osteogenesis  Imperfeta )

   2. ความบกพร่องทางสุภาพ
     โรคลมชัก (Epilepsy)
    เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องจากความผิดปกติของระบบสมอง 
   - ลมบ้าหมู (Grand Mal) 
     - เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึก ในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น
   - การชักในช่วงเวลาสั้นๆ (Petit Mal)
     - มีอาการ ชักชั่วระยะสั้นๆ5-10 วินาที 
     - เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงัก ในท่าก่อนชัก 
     - เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย
  - การชักแบบรุนแรง ( Grand Mal) 
     - เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราวๆ 2-5 นาที จากนั้นจะหาย และ นอนหลับไปชั่วครู่
  - อาการชักแบบ (Partial Complex) 
     - เกิดอาการเป็นระยะๆ 
     - กัดริมฝีปาก ไม่รู้สึกตัว ถูตามแขนขา เดินไปมา 
     - บางคนอาจเกิดความโกรธ หรือโมโห หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก
  - อาการแบบไม่รู้ตัว (Focal Partial) 
     - เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง  ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก

โรคอื่นๆ ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคศรีษะโต โรคหัวใจ โรคมะเร็ง เลือดไหลไม่หยุด เป็นต้น

  ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
     -มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
     -ท่าเดินคล้ายกรรไกร
     -เดินขากะเผลก หรือ อึดอาดเชื่องช้า
     -ไอเสียงแห้งบ่อยๆ
     -มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
     -หน้าแดงง่าย  มีสีเขียวจางบนแก้ม ริมฝีปาก หรือ ปลายนิ้ว 
     -หกล้มบ่อยๆ
     -หิวและกระหายน้ำอย่างเกินกว่าเหตุ

 5.เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด และภาษา (Children with Speech and Language Disorders) 
   เด็กที่พูดไม่ชัด ออกเสียงผิดเพี้ยน อวัยวะที่ใช้ในการพูดไม่สามารถเป็นไปตามลำดับขั้น  การใช้อวัยวะเพื่อการพูดไม่เป็นไปดังตั้งใจ มีอากัปกิริยาที่ผิดปกติขณะพูด

  1.ความผิดปกติด้านการออกเสียง
     -ออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานของภาษาเดิม 
     -เพิ่มหน่วยเสียงเข้าในคำโดยไม่จำเป็น
     -เอาเสียงหนึ่งมาแทนอีกเสียงหนึ่ง เช่น กวาด  เป็นฟาด
  2.ความผิดปกติด้านจังหวะเวลาของการพูด เช่น การพูดรัว การพูดติดอ่าง
  3.ความผิดปกติด้านเสียง 
     -ระดับเสียง 
     -ความดัง
     -คุณภาพของเสียง
  4.ความผิดปกติทางการพูด และภาษาอันเนื่องมาจาก พยาธิ สภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า (Dysphasia หรือ aphasia) มีดังนี้
    4.1 Motor aphasia 
       -เด็กที่เข้าใจคำถาม หรือคำสั่ง แต่พูดไม่ได้ ออกเสียงลำบาก 
       -พูดช้าๆพอพูดตามได้บ้างเล็กน้อย บอกชื่อสิ่งของพอได้
       -พูดไม่ถูกไวยากรณ์
    4.2 Wernicke 's apasia 
       -เด็กที่ไม่เข้าใจคำถาม หรือคำสั่งได้ยินแต่ไม่เข้าใจ ความหมาย
       -ออกเสียงไม่ติดขัด แต่มักใช้คำผิดๆ หรือใช้คำอื่นซึ่งไม่มีความหมายมาแทน
    4.3 Conduction aphasia 
       -เด็กที่ออกเสียงได้ไม่ติดขัด เข้าใจคำถามดี แต่พูดตาม หรือ บอกชื่อสิ่งของไม่ได้ มักเกิดร่วมไปกับอัมพาตของร่างกายซีกขวา
    4.4 Nominal aphasia 
       -เด็กที่ออกเสียงได้ เข้าใจคำถามดี พูดตามได้ แต่บอกชื่อวัตุไม่ได้เพราะลืมชื่อ บางทีก็ไม่เข้าใจความหมายของคำ มักเกิด ร่วมไปกับ Gerstmann's syndrome
    4.5 Global aphasia 
       -เด็กที่ไม่เข้าใจทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน 
       -พูดไม่ได้เลย
    4.6 Sensory agraphia 
       -เด็กที่เขียนเองไม่ได้ เขียนตอบคำถาม หรือ เขียนชื่อวัตถุ ก็ ไม่ได้ มักเกิดร่วมกับ Gerstmann's syndrome
    4.7 Motor agraphia 
       -เด็กที่ลอกตัวเขียน หรือ ตัวพิมพ์ ไม่ได้
       -เขียนตามคำบอกไมได้
    4.8 Cortical alexia 
       -เด็กที่อ่านไม่ออก เพราะไม่เข้าใจภาษา
    4.9 Motor alexia
       -เด็กที่เห็นตัวเขียนหรือตัวพิมพ์ เข้าใจความหมาย แต่อ่านออกเสียงไม่ได้
    4.10 Gerstmann's syndrome
       -ไม่รู้ชื่อนิ้ว (Finger agnosia)
       -ไม่รู้ชี้ซ้ายขวา (Allochiria)
       -คำนวณไม่ได้ (Acalculia)
       -เขียนไม่ได้ (Agraphia)
       -อ่านไม่ออก(Alexia)
    4.11 Visual agnosia 
       -เด็กที่มองเห็นวัตถุ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร บางทีบอกชื่อนิ้วตัวเองไม่ได้
    4.12 Auditory agnosia
       - เด็กที่ไม่มีความบกพร่องทางการได้ยิน แต่แปลความหมายของคำ หรือประโยคที่ได้ยินไม่เข้าใจ

  ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
     -ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบาๆ และอ่อนแรง
     -ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10เดือน
     -ไม่พูดภายในอายุ 2ขวบ
     -หลัง 3 ขวบ แล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก
     -ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
     -หลัง 5 ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถาศึกษา
     -มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก
     -ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย